นั่งรถไฟพิชิตยอดดอยขุนตาล อุทยานแห่งชาติแห่งเดียวที่รถไฟไปถึง|ลำพูน-ลำปาง

อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล อุทยานแห่งชาติที่เดียวในประเทศไทยที่เราสามารถนั่งรถไฟไปได้ และเราที่ชอบนั่งรถไฟอยู่แล้วก็ต้องไม่พลาดที่จะเดินทางไป ต้องบอกว่าทริปขุนตาลแพลนกันอยู่นานแต่ก็ไม่เคยถึงสักที ครั้งนี้แหละจังหวะและเวลาพร้อมแล้วต้องไปให้ถึง ทริปนี้ 2 วัน 1 คืน แบบเหนื่อยๆเหมือนเคย เดินทางกันวันศุกร์กลับวันอาทิตย์ถึงเช้าวันจันทร์ทำงานต่อเลย ดูจะจะรีบๆไปหน่อยว่าไหมหละ แต่เวลามีเท่านี้จริงๆ น่ะ

วางแผนการเดินทางสำหรับทริปนี้ขาไปเดินทางด้วยรถไฟ ขากลับเดินทางกลับด้วยรถทัวร์นครชัยแอร์เพราะรถไฟถึงเช้าเกินกลัวจะเข้างานบริษัทไม่ทัน ทริปนี้ไม่ได้นอนเต้นท์น่ะ นอนบ้านพักอุทยานจองก่อนวันเดินทาง ราคา 500 บาท เพราะเราไม่อยากแบกของเยอะๆ ขึ้นไปข้างบน อยากเดินตัวปริ้วๆ ขึ้นไปพิชิตยอดดอยขุนตาล

18.10 น. รถไฟด่วนพิเศษ CRN ขบวนที่9 ออกจาสถานีหัวลำโพง การเดินทางช่วงโควิดแบบนี้ตู้เสียงไม่เปิดให้บริการก็จะหิวๆ หน่อย ขนมไม่ก็เตรียมขึ้นมาก็หิวสิครับ ปูเตียงเสร็จนอนเลยจะได้ไม่ต้องคิดเรื่องกิน

5.40 น. รถไฟมาถึงสถานีขุนตาน ถึงเช้ามากๆ ที่สถานีรถไฟมีร้านข้าว แต่ช่วงเช้าๆ คนจะเยอะๆ หน่อยเพราะคงจะหิวกันแหละ ของกินเยอะไม่ต้องห่วงเลย สำหรับคนที่ขึ้นไปกางเต้นท์ก็จะซื้อเสบียงกันตรงนี้แหละ หมูปิ้ง หมูทอด อาหารตามสั่ง น้ำ นม ขนม ซื้อได้เลย ใครไม่ได้ซื้อตรงนี้ก็ไปซื้ออีกทีตรงร้านสวัสดิการบนอุทยานก็ได้ ตอนนี้อุทยานแห่งชาติเขาไม่ให้ก่อไฟทำอาหารแบบเดิมแล้วน่ะ เลยต้องเตรียมเสบียงให้พร้อมสำหรับท้องของเข้า เพราะจะต้องเดินขึ้นไปไกลเหมือนกัน

อุโมงค์ขุนตานคือจุดแรกที่ทุกคนต้องมาถ่ายรูปเช็คอิน อุโมงค์รถไฟแห่งตำนาน อุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศ มองเข้าไปเห็นแสงปลายทางจากอุโมงค์ไกลลิบเลย

สายแล้วถึงเวลาต้องเดินทางใกล้ๆสถานีรถไฟมีทางเดินขึ้นไปยังอุทยาน เส้นทางไปขึ้นไปยังอุทยานเป็นเส้นทางธรรมชาติ เดินขึ้นเขา เลาะถนน ระยะทางประมาณ 1.5 กิโลเมตร

เราเดินทางกันมาสักพัก ก็ถึงทางเข้าอุทยาน เตรียมบัตรประชาชน เอกสารฉีดวัคซีนจากหมอพร้อมแสดงต่อเจ้าหน้าที่อุทยาน เสียค่าเข้าอุทยานคนละ 20 บาท ส่วนใครมากางเต้นท์ก็เสียค่าสถานที่กางเตนท์อีก 30 บาท แต่ถ้าใครไม่มีเต้นท์ก็ติดต่อที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวภายในอุทยานได้เลยเขามีให้เช่าไม่ต้องกังวลใจ ส่วนเราไม่ได้มานอนเตนท์ก็แจ้งหลักฐานการจองที่พักและการโอนเงินให้เจ้าหน้าที่สำหรับเช็คอินเข้าบ้านพัก

ช่วงที่เราไปอุทยานเปิดให้กางเตนท์ได้ก็จะมี ลานชมดาว ,ลานพักแรม1,ลานพักแรม2 , ย.2 ซึ่งสถานที่ยอดฮิตของที่กางเต้นท์ของที่นี้คือ ย.2 ลานกางเต้นท์ที่มีป่าสนล้อมรอบ ส่วนเส้นทางศึกษาธรรมติของดอยขุนตาลจะแบ่งเป็น ย.1 – ย.4 ตัว ย. ย่อมาจากคำว่า “ยุทธศาสตร์” ซึ่ง ย.4 เป็นจุดสูงสุดของอุทยานที่ทุกคนต้องไปสัมผัส ระยะทางจาก ย.1 – ย.4 ประมาณ 5 กิโลเมตร

เข้าบ้านพักเรากันเถอะ บ้านพักเป็นห้องพัดลมน่ะ นอนได้ช่วงนี้อากาศหนาว ไม่ต้องพึ่งแอร์ บ้านพักของเราอยู่ที่ลานพักแรม 2 แถวนี้ดูจะเงียบๆ เพราะคนส่วนใหญ่เขาเดินขึ้นไปกางเต้นท์ที่ ย.2 กันหมด

เก็บของเรียบร้อยเตรียมเฉพาะของที่จำเป็นเตรียมตัวเดินทางขึ้นไปพิชิต ย.4 จุดสูงสุดของอุทยาน ดูระยะทางคราวๆ จากจุดที่เราอยู่ถึง ย.4 เราต้องเดินกันประมาณ 7 กิโลเมตร ซึ่งปกติระยะทางประมาณนี้เราเดินกันบ่อยน่าจะไม่มีปัญหาอะไร

จากบ้านพักเดินทางมาประมาณ 2 กิโลเมตรก็ถึงด่านตรวจขยะ ใครจะขึ้นไปกางเต้นท์ข้างบนต้องเตรียมบัตรประชาขนและจ่ายค่ามัดจำขยะด้วย น่าจะ100 บาทน่ะ พอกลับลงมาก็นำขยะลงมาด้วยพร้อมเอาค่ามัดจำคืน ส่วนเราไม่ได้ขึ้นไปพักก็ไม่ต้องมัดจำแค่ลงชื่อก็ขึ้นไปได้เลย

จากด่าตรวจขยะทางเดินเริ่มชันขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใหญ่จะเป็นทางเดินขึ้น ขึ้น ขึ้น แล้วก็ขึ้น สองข้างทางคือธรรมชาติของดอยขุนตาลที่เราไฝ่ฝันอยากจะมาเจอเราได้เจอมันแล้ว แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ผมกำลังจะเจอมันนั่นคือความเหนื่อย ผมรู้สึกถึงความเหนื่อยเบาๆ และรู้สึกว่า 100 เมตร 200เมตร ทำไมมันรู้สึกไกลจริงๆ แต่วัยรุ่นอย่างเราแรงยังเหลือเฟือ

ระหว่างทางมีจุดให้นั่งพักเป็นระยะๆ ยอมรับว่าบางจุดต้องนั่งพักเอาแรงจริงๆ เราต้องใช้กำลังขาหนักมาก ปกติทางราบระยะทางเท่านี้เดินกันได้สบายๆอยู่แล้ว แต่นี้ทางมันชันอยู่หลายจุด สูบพลังงานเราออกไปเยอะจริงๆ ช่วง ย.2 ถ้าโชคดีจะเจอร้านน้ำ มีขายขนมด้วย แต่ถ้าโชคร้ายเจอจังหวะที่ร้านปิดก็ถือว่าซวยเบาๆ แต่ปกติจะเปิดน่ะ ใครไม่ได้เตรียมน้ำมาด้วยก็ซื้อน่ะครับ ทุกอย่าง 30 บาท เอาตรงๆ เหนื่อยแบบนี้แพงกว่านี้ก็ต้องซื้อละ

ทุกๆครั้งที่เดินผ่านป้าย เราจะถามกับตัวเองว่าเราพึ่งถึงตรงนี้เองหรอ ฮ่าๆ เราเดินทางกันมาเหมือนไกล แต่ระยะทางมันผ่านไปไม่เท่าไรเอง จาก 11.30 ถึง 14.00 น. เรายังเดินกันไม่ถึง ย.4 เลย ฝืนใจเดินไปสักพักเราก็เจอป้ายอีก 500 เมตรสุดท้าย ถึง ย.4 และเป็น 500เมตรที่ชันด้วย ต้องกัดฟันเดินแบบก้าวสั้น เท้าต่อเท้า ยอมรับว่าตอนนั้นผมเห็นความอัศจรรย์ของธรรมชาติด้วยตาของผมเอง คือผมเห็นต้นไม้ที่ยืดหดได้เอง เอาตรงๆเลยผมตาลายครับ ฮ่าๆๆๆ

เห็นป้ายเนินวัดใจ ก็กัดฟันอีกสักนิด ใช้แรงเฮือกสุดท้าย ก็ถึง ย. 4 ใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 3 ชั่วโมง บอกตรงๆแทบจะเป็นลม ถามว่าเหนื่อยไหมก็บอกเลยว่ามาก…
นี้หรือคือเป้าหมายที่ทุกคนที่มาที่นี้ต้องมาสัมผัสมัน ธรรมชาติที่เราอยากเจอมันแต่ก่อนมาเจอมันก็จะเจอความเหนื่อยหอบมาก่อน ฮ่า…

วิวด้านบนมองเห็นวิวได้แบบ 360 องศาเลยน่ะ ถ้ามาช่วงเช้าๆ มารอชมพระอาทิตย์ขึ้นคงจะสวยมาก ยิ่งวันไหนเจอทะเลหมอกด้วยแล้วบอดเลยว่าคงฟินมาก อากาศข้างบนไม่ร้อนเลย ขนาดช่วงบ่ายๆ อากาศก็เย็นสบาย

ตอนเดินลงสบายมากๆ เราใช้เวลา 1 ชั่วโมงนิดๆ ก็ถึงบ้านพักกินข้าวอาบน้ำเสร็จออกไปดูดาวกัน วันนี้ดาวสวยมาก เต็มท้องฟ้าเลย วันนี้เหนื่อยมาก แผนของวันพรุ่งนี้เราจะตื่นเช้าๆ ไปชมทะเลหมอกที่หน้าด่านตรวจ คงจะไม่ขึ้นไป ย.4 แล้ว

5.00 น. ตื่นเช้ามาก ไปทำงานยังไม่เคยตื่นเช้าแบบนี้ ขนาดเมื่อคืนเดินกันเหนื่อยๆ น่ะ ล้างหน้าแปรงฟัน น้ำไม่ต้องอาบเพราะหนาวมาก เป้าหมายของเราวันนี้คือลานชมวิว ซึ่งห่างจากที่พักเราประมาณ 2กิโลเมตร ต้องมาลุ้นกันแล้วว่าจะได้เห็นทะเลหมอกไหม

เรานั่งรอกันสักพักฟ้าก็เริ่มสว่าง แล้วเราก็ได้พบกับทะเลหมอกที่อยู่ตรงหน้ากำลังไหลผ่านหน้าเราไป นี้แหละคือสิ่งที่เราอยากเจอ ถึงวันนี้เราจะไม่ได้ขึ้นไปยัง ย.4 แต่บรรยากาศตรงนี้ก็สวยไม่แพ้ ย.4 แน่นอน จะบอกว่าแถวๆลานชมวิวมีบ้านพักอยู่ด้วย แล้วเราลองเดินเข้าไปคือวิวทะเลหมอกตรงหน้าสวยมากๆ แอบเสียดายว่าทำไมเราไม่จองบ้านพักตรงนี้

บรรยากาศเช้าๆ ดีมากนั่งชมวิวทะเลหมอกเพลินๆ ดูนาฬิกาอีกทีจะ 9 โมงแล้ว และอยู่ดีๆ ก็อยากไปน้ำตกตาดเหมยซะงั้น เพื่อนบอกว่ามาทั้งทีเอาให้ครบไปเลย สงสัยได้ชมวิวสวยๆ แล้วคงมีพลังขึ้นมาแน่ๆ ในเมื่อยังพอมีเวลาก็ไปกัน ทางเดินไปน้ำตกตาดเหมยต้องเดินทางขึ้นไปถึง ย.2 ก่อน จากนั้นเดินตามทางไปไม่ไกล จะมีทางเดินลงไม่น้ำตกอีกประมาณ 1.5 กิโลเมตร

ทางลงไปน้ำตกตาดเหมยคือชันมากๆ นี้ยังไม่นึกถึงตอนเดินกลับน่ะว่าความชันแบบนี้ตอนขึ้นจะเหนือยแค่ไหน แต่ตั้งใจมาแล้วต้องไปให้ขากลับไว้คิดทีหลัง เดินกันลงมาได้สักพักเราก็ได้ยินเสียงน้ำไหลชัดขึ้นเรื่อยๆ จนเรามาเจอกับธารน้ำเล็กๆ

เดินตามทางมาเรื่อยๆ เราก็ได้ยินเสียงน้ำตกชัดเจนมากๆ และแล้วเราก็ได้เจอน้ำตกแล้ว น้ำตกตาดเหมยเป็นน้ำตกขนาดเล็ก และเหมือนว่าจะเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญของผืนป่าแห่งนี้ ใจอยากจะเล่นน้ำมาก แต่กลัวหนาวเพราะไม่ได้เตรียมชุดมาเปลี่ยน แค่เอามือแช่ๆ เท่านั้น

ตอนเดินกลับตกลงกับเพื่อนว่าจะไม่เดินกลับทางเดิมเพราะทางชันมาก และมีอีก 1 ทางที่เชื่อมกับบ้านพักของเราแต่ซึ่งห่างจากน้ำตกประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นทางเดินไปอีกเส้นหนึ่งที่เดินง่ายกว่า แต่สุดท้ายเราไปเจอกับทางขาดเหมือนต้นไม้ใหญ่ล้มทับทางและเราก็มองไม่เห็นทางเดิน เหมือนว่าจะไม่ค่อยมีคนเดินมาทางนี้สักเท่าไร เราเลยต้องเดินย้อนกลับทางเดิม เสียเวลา เสียแรงไปอีก ไม่คิดเลยว่าต้องได้เดินกลับทางเดิมที่ชันมากๆ และเป็นทางขึ้นอย่างเดียว 1.5กิโลเมตร คือเหนือยกว่าเดินขึ้น ย.4 อีก

มันคงเป็นความเหนือนที่มีความสุขแหละ เขาถึงได้มากัน หลังจากผ่านความเหนือยๆสุดมาแล้ว กลับถึงบ้านพักเราก็อาบน้ำเก็บของเพื่อเตรียมไปขึ้นรถไฟเข้าเมืองลำพูนกัน ตามแพลนพอเราถึงลำพูนเราจะเดินเที่ยวในเมืองลำพูนกันก่อน และเราจะไปขึ้นรถทัวร์นครชัยแอร์รอบ 2 ทุ่ม เวลายังเหลือเยอะต้องเอาให้คุ้ม

รถไฟเข้าลำพูนเป็นรถไฟรอบช่วงบ่ายโมง ตอนแรกคิดว่าจะมาไม่ทันเพราะไปเสียเวลากับน้ำตกตาดเหมยไปเยอะมากๆ นั่งรถไฟจากสถานีขุนตานถึงสถานีลำพูนเดินใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง เป็นรถไฟแอร์ธรรมชาติกินลมชมวิว 2 ข้างทาง พอถึงที่ลำพูนเราก็หาที่พักชั่วคราวอยู่ใกล้ๆ กับสถานีรถไฟไว้เก็บสัมภาระ และก็ติดต่อกับพี่วินตรงสถานนีรถไฟพาส่งตามแห่งท่องเที่ยวใกล้ๆ จะบอกว่าราคาวินที่นี้ถูกมากๆ ไม่เจอบวกราคาเหมือนไปที่อื่นๆเลย

สถานที่ที่เราไปได้ส่วนใหญ่จะเป็นวัด ทำให้เรารู้สึกถึงความมีเสน่ห์ของเมืองนี้ไม่แพ้เมืองน่านเลย สถานที่ที่เราพอไปได้ก็จะเป็น วัดพระยืน ,วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร , วัดสันป่ายางหลวง ,อนุสาวรีย์พระนางจามเทวี และแวะซื้อของฝากที่ถนนคนเดินใกล้ๆกับวัดหริภุญชัย

วัดพระยืน

วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร

อนุสาวรีย์พระนางจามเทวี

วัดสันป่ายางหลวง

ทริปนี้ปิดทริปสวยๆด้วยการทำบุญไหว้พระ มาขอพระให้ 108guide มีคนติดตามเยอะๆ อิอิ ถือว่าเป็นทริป 2 วัน 1 คืน ที่ครบและสมบูรณ์สุดๆ
สรุปค่าใช้จ่าย
– ค่ารถไฟ 941 บ.
– ค่าเข้าอุทยาน 20 บ.
– ค่าบ้านพัก 500บ. (หาร 2 เหลือคนละ 250 บ. )
– ค่ารถไฟไปลำพูน 10 บ.
-ค่ารถทัวร์ขากลับ 658 บ.
**ทริปนี้ค่ากินไม่เท่าไร แต่ค่าน้ำเยอะจริงๆ 5555